รู้เท่าให้ถึง…กาญฯ @The Float House River Kwai

กินฟรี เที่ยวฟรี มีระดับ
กับ KTC Real Team ครั้งที่ 39
ตอน Colours of Boutique Stay
ที่มาของทริปนี้เริ่มมาจากผมเห็น Campaign ของทาง KTC ที่ต้องการหาผู้โชคดีไปใช้ชีวิตอยู่บนแพสุดหรูอย่าง The Float House River Kwai ที่ จ.กาญจนบุรี 3 วัน 2 คืน ผมจึงไม่รอช้าที่จะร่วมสนุกกับ Campaign นี้ และในที่สุดผมก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ชนะ และเดินทางไปพักผ่อนชิวๆ ที่รีสอร์ทแห่งนี้ เพื่อถ่ายทอดบรรยากาศ และความประทับใจออกมาผ่านรีวิวนี้นั่นเอง


หากใครกำลังต้องการเปลี่ยนบรรยากาศ หาสถานที่สงบๆ เพื่อชาร์จแบตให้กับตัวเอง หลังเหน็ดเหนื่อยจากหน้าที่การงานในแต่ละวัน ผมคิดว่าการพาตัวเองไปนอนเล่นบนแพที่จังหวัดกาญจนบุรี คงเป็นตัวเลือกในลำดับต้นๆ เพราะไม่ไกลจากกรุงเทพมากนัก แถมยังแวดล้อมด้วยธรรมชาติ ตัดขาดจากโลกปัจจุบันอันแสนวุ่นวายได้ซักระยะนึง

หากใครสนใจ Campaign สามารถตรวจสอบได้ที่นี่ครับ

 
การเดินทาง
จากกรุงเทพใช้เวลาขับรถเพียง 3 ชั่วโมงกว่าๆ มุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติไทรโยค ด้วยระยะทางกว่า 200 กม. ตามเส้นทางหลวงสาย 323 กรุงเทพฯ-กาญจนบุรี-อำเภอไทรโยค-ทองผาภูมิ ถึงหลักกิโลเมตรที่ 56 โดยสามารถจอดรถบริเวณท่าเรือ Resotel จากนั้นนั่งเรือหางยาวอีกไม่กี่นาที ก็จะถึงรีสอร์ทแห่งนี้กันแล้ว
ภาพนี้เป็นบริเวณล็อบบี้ และมี Welcome Drink ให้ดับร้อนกันเมื่อเดินทางมาถึง หลังจากที่ทำการ Check-in เสร็จ พนักงานก็ช่วยพวกเราขนสัมภาระเพื่อไปที่ห้องพัก ซึ่งครั้งนี้ผมได้ห้อง V2 อยู่ด้านซ้าย เกือบๆ ท้ายสุดของแพ (ห้อง V1 จะวิวดีที่สุด เปิดหน้าต่างก็เห็นวิวแม่น้ำเลย)
ภายในห้องค่อนข้างกว้าง เมื่อเทียบกับแพทั่วๆ ไป มีการแบ่งพื้นที่ใช้สอยเป็นสัดเป็นส่วนพอสมควร อย่างเช่นในรูปนี้มีทั้งมุมโต๊ะนั่งทำงาน เตียงนอน และห้องน้ำ ซึ่งห้องน้ำก็จะแบ่งออกเป็นห้องสุขา และห้องอาบน้ำ และในห้องอาบน้ำนี้เอง มีทั้งฝักบัว และ Rain Shower ให้เลือก
แต่ผมว่าอีก 1 ไฮไลต์หลักๆ ของ The Float House River Kwai คือพื้นที่บริเวณหน้าบ้านที่ค่อนข้างกว้างขวาง และมีเก้าอี้ให้นอนทอดกาย ดื่มด่ำกับความชุ่มชื่นของธรรมชาติ รวมถึงมีชิงช้าให้นั่งแกว่งชิวๆ รับลมตอนเช้า และเย็นได้อีกด้วย บรรยากาศแบบนี้ แค่ได้เบียร์เย็นๆ จิบเพลินๆ ซักกระป๋อง  ก็ฟินสุดๆ แล้วครับ
นอกจากนี้ข้างๆ ห้องนอน เป็นประตูเปิดออกไปมีพื้นที่สำหรับนั่งสังสรรค์กันได้อีกด้วย แต่ด้านข้างก็จะติดกับอีก Villa ข้างๆ จึงไม่ควรใช้เสียงที่ดังเกินไปรบกวนแขกข้างห้อง
บรรยากาศที่นี่ค่อนข้างเงียบสงบ เหมาะแก่การพักผ่อน แต่ในช่วงหน้าร้อน อาจจะร้อนเกินไปสักหน่อยสำหรับคนไทย ช่วงที่ผมไปนี่เจอฝน วัน ตกหนักมาก แต่บรรยากาศดีไปอีกแบบครับ แนะนำให้ลองมากันหน้าฝน หรือไม่ก็หน้าหนาวครับ ถ้าโชคดีอาจจะเจอหมอกลอยเหนือน้ำในตอนเช้า คงสวยไปอีกแบบ
เนื่องจาก Package ที่ทาง KTC จัดให้กับพวกเรานั้นเป็น Full Board จึงรวมอาหารทุกมื้อเรียบร้อย หลังจากพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไป น้ำย่อยในกระเพาะของพวกเราจึงเริ่มทำงาน พวกเราจึงไม่รอช้าที่จะเดินไปยังห้องอาหาร
 
ข้อดีอีกอย่างของ The Float House River Kwai คือทางเดินบริเวณด้านหลังห้อง ปกติถ้าเป็นแพทั่วไปจะมีคนเดินผ่านด้านหน้าห้องเราตลอด ซึ่งไม่มีความเป็นส่วนตัวเท่าไหร่ แต่สำหรับที่นี่ความเป็นส่วนตัวค่อนข้างสูงมาก
 
ห้องอาหารที่นี่ตอนกลางคืนจะถูกประดับด้วยไฟสีๆ ตัดกับความมันของไม้ ทำให้สวยไปอีกแบบ ส่วน Buffet Line ก็ทำได้ดี มีอาหารให้เลือกหลายอย่าง และรสชาติอร่อยใช้ได้เลย
หลังจากนั้นพวกเราก็กลับไปนั่งจิบเบียร์เพลินๆ ที่หน้าห้อง นอนฟังเสียงนก เสียงธรรมชาติ แบบที่เราหาไม่ได้จากในเมืองหลวงยามค่ำคืน พวกเราเข้านอนกันไม่ดึกมาก ก่อนที่โปรแกรมในวันพรุ่งนี้จะมาถึง
———————————— 
เช้านี้แสงอาทิตย์ต้อนรับพวกเราอย่างขยันขันแข็ง และยิ่งเมื่อแสงของดวงอาทิตย์ฉาบไปบนพื้นผิวของแพที่ทำจากไม้ ยิ่งทำให้ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าของพวกเราสวยงามกว่าที่เคย ผมจึงไม่รอช้าที่จะหยิบกล้องออกมาบันทึกภาพเก็บเอาไว้
มาดูที่ไลน์ Buffet สำหรับมื้อเช้ากัน ผมถือว่าค่อนข้างเยอะ และหลากหลายนะครับ ยิ่งหากคิดสภาพว่าเรากำลังอยู่บนแพนะ เบคอน และไส้กรอกถือว่าอร่อยตามมาตรฐาน นอกจากนี้หากใครต้องการไข่ดาว หรือ Omlet ก็สามารถแจ้งพนักงานที่ห้องอาหารได้เลย เพราะเค้าทำกันสดๆ ตามออเดอร์ตรงนั้นเลย 
จากนั้นกิจกรรมแรกที่ทาง KTC จัดให้พวกเราก็เริ่มขึ้น นั่นคือการนั่งเรือหางยาวไปที่ โฮมพุเตย รีสอร์ท เพื่อร่วมกิจกรรม Tree Top Adventure

ก่อนเริ่มกิจกรรม ก็จะมีเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำ รวมถึงสาธิตการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ  และมีการเทรนให้ก่อนที่จะขึ้นไปลุยบนต้นไม้จริงๆ อุปกรณ์ที่นี่จะปลอดภัยมาก เพราะกว่าจะเคลื่อนย้ายไปได้แต่ละจุด ต้องใช้ตัวล็อคที่ติดไว้กับเชือก คล้องไว้ตลอด


เมื่อเริ่มกิจกรม ก็จะมีทั้งเดินขึ้นบันได, ไต่เชือก, โหนสลิง ให้ความรู้สึกยังกับเป็นทาร์ซานยังไง ยังงั้นเลย

เมื่อจบกิจกรรม ก็แวะทานอาหารกลางวันที่นี่ ซึ่งจุดที่ทานอาหารจะสามารถชมความงามของโค้งน้ำได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้อาหารรสชาติดีมากครับ เรียกว่าอร่อยเลยล่ะ อย่างเช่น ปลาหมึกผัดผงกระหรี่ของโปรดของผม ปลาหมึกนี่ชิ้นใหญ่ และเด้งมาก ส่วนป่อเปี๊ยะ ก็ทำได้กรอบนอก นุ่มใน และไม่เหี่ยวเมื่อทิ้งไว้นานๆ ด้วย เรียกว่าเกินคาดครับ มื้อนี้

หลังจากที่เราอิ่มกับมื้อเที่ยง พวกเราก็นั่งเรือมาลงที่ Jungle Rafts Resort และทางไกด์ของรีสอร์ท ก็นำเราสู่หมู่บ้านมอญ เนื่องจากจ.กาญจนบุรีนี้อยู่ใกล้กับทางฝั่งพม่า จึงมีชาวมอญอาศัยอยู่จำนวนหนึ่ง อย่างในหมู่บ้านมอญแห่งนี้ มีชาวมอญอาศัยอยู่ราวๆ 100 คน จาก 20 ครอบครัว

บริเวณหมู่บ้านมอญก็จะมีช้างให้นักท่องเที่ยว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นฝรั่งได้ลองขี่กันด้วย

และในที่สุดพวกเราก็มาถึงวัดมอญ ถึงที่นี่จะดูไม่ใหญ่โตเหมือนกับวัดหลายๆ ที่ในบ้านเรา แต่ก็ได้อารมณ์วัดป่าไปอีกแบบครับ รวมถึงกลิ่นอายแบบชาวมอญ รวมถึง เจดีย์ชเวดากององค์จำลอง ซึ่งหันหน้าไปทางเมืองหาสาวดี ด้วย

ใครที่อยากมาเที่ยวสัมผัสวิถีชีวิตแบบ Slow Life และมีเอกลักษณ์แบบนี้ก็สามารถตามรอยได้เลยนะครับ

จากนั้นกิจกรรมที่ผมชื่นชอบที่สุดสำหรับวันนีก็มาถึง นั่นคือ “การล่องแพเปียก” ซึ่งเราจะเริ่มนั่งแพออกจาก Jungle Rafts แต่ก่อนจะออกจากที่นี่ ขอเล่านิดนึง ที่รีสอร์ทนี้ยิ่งกว่า Slow Life อีกครับ เพราะไม่มีไฟฟ้าใช้ เรียกว่าถ้าอยากอยู่ซึมซับกับธรรมชาติจริงๆ ที่นี่เหมาะมาก และเท่าที่ผมกวาดสายตาดู ส่วนใหญ่มีแต่ฝรั่ง

การล่องแพเปียก จะใช้เวลาราวๆ 40 นาที จาก Jungle Rafts ถึง Resotel แล้วจากนั้นก็จะนั่งเรือหางยาวกลับไปที่ The Float House River Kwai นั่นเอง ซึงหลังจากที่เดินชมหมู่บ้านมอญจนตัวเริ่มเหนียว ผมก็ไม่รอช้าที่จะคว้าเสื้อชูชีพมาใส่ และกระโดดลงน้ำเพื่อปล่อยให้กระแสน้ำค่อยๆ พัดไปเรื่อยๆ ใช้เวลาไม่นานก็ถึง Resotel เป็นอันจบกิจกรรมวันนี้ครับ

ทางรีสอร์ทจัดเต็มให้ด้วยเมนู
1.ปลาคังลวกจิ้ม (เนื้อปลาร่วน ก้างไม่เยอะเท่าที่คิด)
2.ต้มยำปลาคังน้ำใส (อร่อยตามมาตรฐานครับ)
3.โฮมเมด บัวลอยไข่หวาน (ชอบเมนูนี้ที่สุด เม็ดบัวลอยใหญ่มาก เคี้ยวแล้วหนึบดี)
4.ไหมไทย (ตัวนี้มีแอลกอฮอล์)
5.มะนาวครีมโซดา (ผมชอบตัวนี้มากกว่า อร่อยดีครับ)
————————————
เช้าวันที่ 3 ของการเดินทาง พวกเรารีบตื่นมาทำธุระ และ Check-out
ถึงเวลาที่ต้องกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงกันซะที
แต่ตลอด 3 วัน 2 คืนที่อยู่ที่นี่ เรียกว่าได้ชาร์จแบตกันเต็มๆ เลยครับ
ขอจบรีวิวไว้ดื้อๆ แค่นี้เลย แล้วพบกันใหม่ รีวิวหน้าครับ